ณารา, นิยายไทย, นิยายแปล, นิยายโรมานซ์ , นิยายณารา, นิยายกิ่งฉัตร, นิยายฟิลิปดา

รายละเอียดบทความ

ตัวอย่างเนื้อหานิยายเรื่อง

ตัวอย่างนิยาย “ดาวกลางใจ” บทนำ

เสียงรถยนต์เคลื่อนเข้าจอดหน้าบ้าน...ทางเข้าคฤหาสน์หลังงามใหญ่ตระการตาเป็นบันไดสองสามขั้นขนาดกวางที่ปูด้วยหินอ่อนสั่งตรงจากต่างประเทศ สมค่าและราคาที่ใช้ประดับ ‘เรือนหอ’ ของนักธุรกิจคนสำคัญแห่งธุรกิจสื่อโทรทัศน์ในเครือ ‘ภาติยะ’

          ชายหนุ่มร่างสูง...สง่า ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าบอกชัดว่าเมาไม่น้อย แต่ยังทรงตัวเดินได้ตรงพอควร พาตัวเองก้าวขึ้นมายืนประจันหน้ากับสตรีร่างบางที่กำลังยืนกอดอกรออยู่หน้าบ้านเหมือนทุกวัน

          “งาย...ยาหยี...ทำไมยังไม่นอน

          หญิงสาวผู้เป็นภรรยาผงะถอยหลังเล็กน้อย สาวใช้ที่คอยท่าอยู่แล้วจะเข้ามาช่วยผยุง ‘นายผู้ชาย’ แต่เธอห้ามเสีย

          “ไม่ต้อง ไปนอนกันได้แล้ว ที่เหลือฉันจัดการเอง”

          “ค่ะคุณ...”

          นิวาริน ถอนหายใจเฮือก...รอจนคนรับใช้แยกย้ายไปแล้วจึงเอ่ยกับสามี

          “คุณเมาแล้วนะคะ ฉันจะพาขึ้นข้างบน” มือเรียวเล็กส่งให้เขาเกาะ แต่ ภาคย์สะบัดโดยแรงจนร่างบางเกือบเสียหลักล้มลง ดีทว่ายังยึดเอาขอบประตูบานใหญ่ไว้ได้ทัน

          กลิ่นน้ำเมาฉุนกึกจากตัวสามีที่ก้าวเข้ามาใกล้ทำให้นิวารินเบือนหน้าหนี แต่เขากลับจับให้เธอหันมามอง

          “รังเกียจเหรอ

          “คุณเมาแล้วค่ะ ขึ้นไปอาบน้ำแล้วนอนดีกว่า พรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้า”

          “ฮึ! เมาแล้วค่ะ...” เขาเลียนเสียงภรรยา สายตาคมกวาดมองร่างที่มีเสื้อคลุมบางเบาอย่างจาบจ้วงล่วงเกิน วาจาที่ไม่อาจใช้สติยั้งคิดไว้ได้หลุดต่อว่ากึ่งประชดประชัน

          “ทำสะดิ้งไปได้ ผมก็เมาแบบนี้ทุกวัน...เคยได้ยินไหม? กินเหล้าเพราะต้องทำใจที่มีเมียไม่เอาไหนอย่างคุณ

          “คุณภาคย์นิวารินเค้นเสียง...เบา แต่เยียบเย็น

          “ยังจำชื่อตัวเองได้น่า ช่วยพยุงไปที่ห้องที่สิ” เขายื่นมือให้ภรรยาช่วยประคอง แต่เธอหมุนตัวเดินหนีไปก่อน ปล่อยให้เขาต้องลากสังขารเดินตามขึ้นบันไดไปช้าๆ

          เสียงของคนเมายังอ้อแอ้เป็นระยะ

          “ผมหิ้วผู้หญิงมาด้วยคนหนึ่ง...สงสัยจะอยู่บนรถ”

          นิวารินชะงักเล็กน้อย...เล็กน้อยจริงๆ ก่อนตอบเขาไปว่า

          “ไม่มีหรอกค่ะ นายสนั่นเขาดูให้แล้ว”

          “งั้น...สงสัยจะลืมไว้ที่ผับ แย่เลยคุณ...หล่อนเรียกตั้งห้าพันแน่ะ แพงเป็นบ้า”

          “วันหลังก็อย่าซื้อสิคะ” เธอตอบกลับมาเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนแล้ว เลี่ยงไปเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของสามี

          ภาคย์เดินเข้าไปในห้อง ล้มเผล๊ะนอนบนเตียง ฟาดแขนฟาดขาประสาคนเมาไปตามเรื่อง ร้อนถึงภรรยาโดยนิตินัยที่ต้องช่วยถอดถุงเท้า แล้วถอดเสื้อให้เขาอย่างทุลักทุเลเต็มที

          “เพราะคุณแหละนิวาริน...เพราะคุณ คุณทำให้ปิ่นต้องทิ้งผมไป คุณมันมือที่สาม” ชายหนุ่มยังคงต่อว่าเหมือนทุกครั้ง เมื่อใดเหล้าเข้าปาก พอกรึ่มๆได้ที่...ความหลังเป็นอันต้องถูกหยิบมาขุดคุ้ย คำพูดหยามหยันทำร้ายคนฟังครั้งแล้วครั้งเล่าไม่จบสิ้น

          นิวารินทำหูทวนลม เลี่ยงไปบิดผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาดมาเช็ดตามหน้าตาให้กับสามี ก่อนจะช่วยเช็ดแผงอกกำยำของเขาที่เปล่าเปลือยอย่างให้พอสะอาดบ้าง

          ภาคย์ขยับตัวสองสามครั้ง พึมพำคำสองคำแล้วหลับไป ไม่สนใจว่าการกระทำของตัวเองที่แล้วมาทำให้คนอื่นโดยเฉพาะตัวภรรยาต้องเดือดร้อนขนาดไหน

          เมื่อเขาหลับสนิทดีแล้ว...หญิงสาวก็ยังมีน้ำใจช่วยหยิบผ้านวมที่ปลายเท้ามาคลุมให้อย่างแผ่วเบา อ่อนโยนเพียงไรนั้นคนที่หัวใจด้านชาอย่างเขาไม่มีวันรับรู้หรือสัมผัสได้ นิวารินยืนมองใบหน้าคมเข้มอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหรี่โคมไฟให้เหลือเพียงแสงสีเหลืองนวล และเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง

          เธอต้องอดทน...ภรรยาของภาคย์จะต้องอดทน!

          ไม่รู้จะทนได้นานแค่ไหน?

 

“กาแฟอะไรวะ...น้ำล้างถ้วยหรือกาแฟ ไปชงมาใหม่

          คนที่นั่งหัวโต๊ะกระแทกแก้วกระเบื้องเคลือบเนื้อดีอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง ไม่ทันเห็นภรรยาที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะ ในมือมีถ้วยกาแฟควันลอยกรุ่นวางให้ตรงหน้า

          “น้ำตาลสอง ครีมหนึ่ง อย่างที่ชอบไงคะนิวารินยิ้มประจบ พยายามยิ่งที่จะยิ้มให้เหมือนออกมาจากใจเท่าที่ทำได้

          ภาคย์หันหน้าหนี ไม่...แม้แต่จะทักทาย

          “วันนี้ราคาน้ำมันขึ้นอีกแล้วค่ะ ดีที่เมื่อคืนให้นายสนั่นเอารถของคุณไปเติมน้ำมันเต็มถังแล้ว ช่วงนี้ราคาขึ้นถี่เหลือเกิน” เธอว่าเมื่อคลี่หนังสือพิมพ์ออกอ่าน เป็นเช่นนี้เรื่อยทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตร คนหนึ่งนั่งหัวโต๊ะหน้ามุ่ยบอกบุญไม่รับ อีกคนยิ้มแย้มแจ่มใส นั่งอ่านแล้วสรุปข่าวให้คนหัวโต๊ะฟังแบบที่จะได้รู้เรื่องเวลาเข้าประชุมภายในตอนเช้าอันมีประจำทุกสัปดาห์

          “เอ๊ะ...มีสกู๊ปข่าวเรื่องจัดระเบียบสื่อ...เขาว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ อย่างว่านะคะ เขาไม่ได้ให้เกณฑ์ที่แน่นอน มันก็ขึ้นอยู่กับทางผู้จัดแล้วก็สถานี”

          ภาคย์ยกถ้วยกาแฟที่ภรรยาปรุงให้ใหม่ขึ้นจิบ เกือบยิ้มพอใจ แต่กลับปั้นหน้าเคร่งขรึมดุจเดิม

          “ไปอ่านไกลๆได้ไหม? เรื่องพวกนั้นผมรู้หมดแล้ว...รำคาญ

          นิวารินพับหนังสือพิมพ์เก็บ เลื่อนชามข้าวต้มมาตรงหน้า ตอบสามีไปว่า

          “ไม่ได้หรอกค่ะ คุณภาคย์อ่านไม่ละเอียด ประเดี๋ยวเข้าประชุมแล้วพนักงานเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วคุณจะไม่รู้”

          เจอไม้นี้เข้า...ภาคย์ได้แต่เงียบแล้วรีบกินข้าวเช้าโดยไม่สนใจกับการไต่ถามถึงรสชาติของเธอ เขาไม่อยากตอบว่ามันดีอยู่แล้ว คงเพราะเธอจัดแจงปรุงให้ก่อนจะให้แม่บ้านยกขึ้นตั้งโต๊ะ จำได้ว่าก่อนมารดาจะเสียไป อาหารการกินของเขาดีกว่านี้มากนัก ฝีมือของนิวารินก็เข้าขั้นพอกินได้...คนที่เคยชินกับรสชาติอร่อยเลิศตั้งแต่จำความ ต่อให้ฝีมือแม่ครัวดีปานใด...สำหรับภาคย์ก็แค่ ‘กลืนลง’ เท่านั้น

          จนกระทั่งมารดาบังเกิดเกล้าด่วนจากไป จากนั้นผู้เป็นป้าไปตกลงอะไรไม่รู้กับทางมารดาของนิวาริน เห็นดีเห็นงามอย่างไรไม่ทราบได้ เขาจึงต้องแต่งงานกับเธอโดยไม่มีทางเลี่ยง สำนึกได้อีกทีก็เมื่อนิวารินกลายเป็นนายผู้หญิงของบ้าน งานบ้านทุกอย่างเธอเป็นคนสั่งการ...

          เสื้อผ้าตลอดอาหารการกินจัดว่าดีขึ้นกว่าสมัยที่เขาอยู่คนเดียว แต่กระนั้น...ความอคติและไม่ชอบใจทำให้พาลพาโลไปว่า ‘พอกินได้’ ‘พออยู่ได้’ ‘พอใช้ได้’ เท่านั้น!

          ภาคย์ไม่เคยรู้ว่ายามลับหลังเขา คนใช้ในบ้านต่างยกย่องนายผู้หญิงว่ากระไรบ้าง หรือแม้แต่คนนอกเองยังเอ่ยถึงเขาด้วยความอิจฉาที่มีภรรยาแสนดีเช่นนี้

          ถ้าผู้ชายสักคน ‘กล้า’ พอจะเอ่ยให้ได้ยินต่อหน้า

          เขาจะสวนเสียให้ว่า...ถ้าอยากได้ก็จะยกให้ฟรีๆ!!!

          ช้อนในมือถูกวางลง ทันทีกับที่เสียงหวานใสถามขึ้น

          “อิ่มแล้วหรือคะ

          “แล้ว...เห็นอยู่ยังจะถาม” ประโยคหลังลดเสียงให้เบา แต่ยังต้องการให้เธอได้ยิน

          “เย็นนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมคะ? ฉันจะไปจ่ายตลาดกับป้าเขียนแล้วว่าจะลงครัวเอง”

          “ไม่มี แล้วคุณก็อย่าวุ่นวายนักเลย พวกข้างล่างเขาทำได้ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ

          “ค่ะ เผื่อว่าคุณอยากทานอะไร หรือว่าจะไม่กลับมาทานคะถามจบก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นซับแต่เบา กิริยาท่าทางคงไว้ซึ่งความเป็นกุลสตรีและผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว คุณหญิงผอบทิพย์...ผู้เป็นป้าของเขาเองยังเอ่ยชม

          ‘ท่าทางของหนูรินไม่มากไป ไม่น้อยไป อย่างนี้สิถึงเรียกว่าผู้ดีแท้ แม่เขาอบรมมาดี ตอนป้าไปขอให้เราน่ะ แม่วดียังไม่ค่อยอยากจะยกให้ เห็นว่าป้ากับแม่เราและเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมานานหรอกนะ’

          ภาคย์จำได้ว่าเขายังตอบทะเล้นไปว่า

          ‘เพื่อนสนิทกับคุณแม่ ทำไมผมไม่รู้จักครับ? แล้วหนูรินคนนี้ท่าจะขี้ริ้วหนัก ไม่งั้นถ้าดีแสนดีอย่างที่แม่เขาอวดสรรพคุณ ทำไมป่านนี้ยังไม่แต่งงาน’

          ‘ต๊าย...ปากเสียนะตาภาคย์ ป่านนี้ที่ไหนยะ หนูรินเพิ่งยี่สิบสี่เท่านั้น เรียนจบโทกลับมาก็อยู่บ้านกับแม่เขา ไม่ได้ออกไปหางานทำอย่างแม่สาวสมัยใหม่หรอกยะ ไม่งั้นหนุ่มๆคงตามจีบกรอ ไม่เหลือถึงพ่อเลือกมากอย่างหลานฉันหร๊อก’

          ‘เรียนก็สูง ทำไมไม่หางานทำล่ะครับ

          ‘ไว้เจอก็ถามเองสิยะ รู้แต่ว่ามรดกพกห่อของทางบ้านคุณวดีไม่ใช่น้อย เรียกว่าพอกินไปทั้งชาติ หนูรินแกชอบทำขนม ได้ยินว่าอยากเปิดร้านขนมเล็กๆ’

          ‘เปิดร้านขนม...สมัยนี้ไม่มีผู้หญิงที่เรียนสูงๆทำกับข้าวหรือขนมเป็นหรอกครับ เห็นถนัดสั่งกันล่ะมากกว่า คุณป้าไปขุดสาวโบราณจากไหน กลัวว่าแม่ของหนูรินคนนี้จะอวดลูกสาวเกินไปแล้ว’

          เวลาผ่านไป...ย่างเข้าเดือนที่สามของการแต่งงาน ภาคย์จึงได้รู้ว่า ‘สรรพคุณ’ ของนิวารินไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย

          ไม่ใช่แค่งานบ้านที่เธอ ‘พร้อม’ แม้แต่งานสังคมยังไม่มีขาดตกบกพร่อง บัตรเชิญที่ถูกส่งมาในฐานะของภรรยาและสะใภ้คนเดียวแห่งตระกูล ‘ภาติยะ’ บางครั้งก็มีงานที่จัดชนเวลาหรือวันกันบ้าง แต่นิวารินก็จัดการส่งดอกไม้หรือของขวัญให้เจ้าภาพแทนการไปร่วมงานด้วยตนเอง บางงานที่สำคัญเธอจึงเคียงคู่ไปกับเขา การวางตัวในวงสังคมของเธอ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะติสักคำเดียว!

          เมื่อภาคย์ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ก็คงเป็นหน้าที่อีกเช่นเคยที่สตรีผู้เป็นภรรยาจะถือเสื้อสูทเดินไปส่งเขาที่รถ

          “ตกลงเย็นนี้กลับมาทานข้าวเย็นไหมคะนิวารินถามย้ำ เห็นเขาขมวดคิ้วสักพักแล้วค่อยคลายออก

          “ไว้จะโทรมาบอก ไม่แน่ว่าอาจจะมีนัด”

          นัดที่ว่าคงเป็นผู้หญิง...เช่นเคย!

          “ค่ะ...โทรมาก่อนบ่ายสามแล้วกันนะคะ ถ้าคุณไม่กลับ จะได้ไม่ต้องทำกับข้าวไว้เผื่อ” เธอตอบสั้นๆ ปิดประตูให้เขาแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน

          หารู้ไม่ว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของเธอ ทำเอาภาคย์อารมณ์ไม่ดีไปทั้งวัน

 

“พี่...ที่ห้องส่งให้มาถามว่ารายการซุบซิบไฮโซจะให้ตัดช่วงสัมภาษณ์คุณภาคย์ออกรึเปล่าเสียงร้องถามดังจากประตูกระจกที่เปิดกว้าง คำถามเดียวทำเอาฝ่ายรายการของสถานีหยุดงานในมือ คนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าย้อนถาม

          “ตัดทำไมวะ

          “อ้าว ก็งานเดินแบบเครื่องเพชรของคุณหญิงอะไรสักอย่างเมื่อคืนก่อน คุณภาคย์ท่านไปกับสาวที่ไหนไม่รู้ พิธีกรของไอ้รายการนี้ก็ดันไปสัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับผู้หญิงที่มาด้วย ทางนั้นเลยให้ถามว่าตัดไปดีไหม ประเดี๋ยวออกอากาศไปแล้วจะแย่”

          “มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกนี่ ทุกครั้งทำกันยังไงฝ่ายรายการไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าใดนัก ด้วยว่าคุมแต่รายการของช่อง ขอบข่ายงานไม่เกี่ยวกับรายการที่บริษัทอื่นผลิตป้อนกับให้กับสถานี แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเจ้านายหนุ่มใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านควงสาวสวยหน้าจิ้มลิ้มสลับกันเป็นว่าเล่น วันดีคืนดีก็ได้ลงหน้าสังคมของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ บางครั้งอาจจะมีภาพปรากฏตามรายการจำพวกซุบซิบก็ไม่แปลกอะไร

          เจ้าคนที่มาถามคงกลัวว่าภาพจะหลุดถึงคุณผู้หญิงของท่านล่ะมั้ง!

          “ก็ตัดออกไป ท่านไม่เคยดูอยู่แล้ว” คนที่ยังยืนหน้าประตูตอบแค่นั้น

          หลายคนในห้องมองหน้ากันไปมา สุดท้ายหัวหน้าต้องตัดสินใจให้

          “ก็ตัดออกไปแล้วกัน เดี๋ยวจะมีเรื่อง”

          “ตกลงตามนั้นนะพี่ โปรดิวเซอร์รายการนั้นไม่อยู่ให้ถามซะด้วย”

          “เออ...จัดการตามที่บอกแหละวะ ถ้าเขามาก็บอกไปว่าคุณภาคย์ท่านไม่ชอบเป็นข่าวแล้วกัน คราวหลังจะสัมภาษณ์อะไรก็ระวังหน่อย”

          คนที่ถามรับคำบอกแล้วคงนำไปถ่ายทอดต่อตามนั้น

          “ยุ่งนะพี่...คุณภาคย์ท่านก็สับรางเก่งเหลือเกิ๊น” พนักงานหญิงที่ช่างซุบซิบจนน่าจะไปเป็นพิธีกรรายการเสียเองเริ่มนำหัวข้อการสนทนาประจำวัน

          หัวหน้าคนเดิมหันมามอง ตีหน้าขรึม พยายามตอบให้สั้นที่สุด

          “ก็เรื่องของท่าน”

          “ไม่รู้คุณผู้หญิงท่านว่ายังไง? น่าสงสาร” อีกคนสนับสนุนเพื่อนร่วมงานคนแรก แล้วการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็กระจายไปทั่วทั้งห้อง

          “สงสารตัวเองก่อนเถอะว้า...”

          “ทำไมยะ

          “อ้าว...คุณรินเธอได้แต่งงานกับหนุ่มหล่อรวยอย่างเจ้านายเรา ต่อให้ท่านจะมีคนอื่นแล้วยังไง คุณรินเธอถือทะเบียนอยู่ก็มีสิทธิ์กว่าครึ่งแล้ว พวกนั้นก็แค่ของเล่นแก้เหงาเท่านั้นแหละ”

          “เฮ้อ...กอดทะเบียนไม่อุ่นนักหรอก”

          “ถ้ายังพูดมากกันอยู่ พรุ่งนี้ได้กอดใบลาออกกันหมดแน่หัวหน้าฝ่ายปรามขึ้น เสียงนินทาเจ้านายใหญ่จึงเงียบลงได้บ้าง

          กระนั้นก็เถอะ...เวลาพักเที่ยง พวกนี้ก็คง ‘สานต่อ’ เรื่องตอนเช้าเล่าสู่กันฟัง พอเย็นก็กระจายรู้กันทั้งตึก พอดีพอร้าย...หากรู้ถึงหูคุณภาคย์ คงได้ซองขาวมาเกยบนโต๊ะวันรุ่งอย่างไม่ต้องสงสัยล่ะงานนี้

 

ข่าวคราวที่ควรเป็น ‘ข่าวคาว’ ของภาคย์ได้รู้มาถึงหูของฝ่ายบริหารเข้าจนได้ ยังไม่ทันถึงเวลาเย็นอย่างที่ใครได้ทำนายเอาไว้ เพียงแค่ช่วงสายของวัน ภาคย์ก็ต้อนรับญาติผู้พี่อีกคนที่ลงทุนเดินมาถึงห้องทำงาน คำแรกที่อีกฝ่ายทักทายช่างน่าเบื่อในความรู้สึกของชายหนุ่ม

          “มีคนเขาเห็นนายกับยายลูซี่เมื่อคืนนี้ จริงรึเปล่า

          เจ้าของห้องพยักหน้าโดยไม่ตอบ

          “อารมณ์ไม่ดี? สมควรอยู่หรอก ก็นายเล่นไปให้สัมภาษณ์ในงานแบบนั้น แถมรายการนี้มันก็ของช่องเราเสียด้วย”

          มือที่ยังจับปากกาเขียนต่ออย่างว่องไว แต่ปากขยับตอบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดแต่เพียงคนเดียว

          “มันคนละเรื่องกันพี่ภูมิ นางแบบคนนั้นจะเซ็นสัญญาเป็นดาราของเรา ผมออกงานกับเธอก็ไม่แปลก”

          ภาคภูมิหัวเราะทั้งที่ไม่นึกขำแม้แต่น้อย ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้มีนิสัยอย่างไรมีหรือว่าจะไม่รู้ แต่เพราะได้รับหน้าที่จากมารดาอีกต่อหนึ่งว่าให้มาเตือนและขนาบเจ้าน้องชายตัวดีไว้ เหตุเพราะท่านเกรงว่าข่าวที่ออกไปจะทำให้ชีวิตคู่ของภาคย์และนิวารินมีปัญหา แต่จากสายตาที่ประเมินดูคร่าวๆแล้ว ภาคภูมิค่อนข้างแน่ใจว่าทางนิวารินคงรู้เรื่อง...

          แต่เธอผู้นั้นคงไม่ ‘ว่า’ อะไรตามประสาคนใจเย็น!

          แม่เขาเคยบอกว่า ‘หลานสะใภ้’ คนนี้เย็นเป็นน้ำแข็ง เจอกับ ‘ไฟ’ อย่างนายภาคย์ก็สมกันดี!

          “งั้น...อารมณ์เสียเรื่องอะไร

          ภาคย์ยอมวางงานที่ทำอยู่ ประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันแล้วเงยหน้ามองญาติผู้พี่อย่างจริงจัง

          “นายประเวศอยากได้พิธีกรคนใหม่มาแทนหนูมอมมี้ เขาเสนอชื่อเมียผมขึ้นมา”

          “ก็ดีนี่” ภาคภูมิยิ้ม รู้สาเหตุที่น้องชายตาขุ่นเขียว

          “ก็ไม่ดีมากๆต่างหาก คงบ้ากันไปหมดแล้ว อย่างนิวารินจะไปทำอะไรแบบนั้นได้”

          “นายก็ดูถูกคุณรินเธอเกินไป”

          “ดูถูกก็ยังดีกว่าดูผิดล่ะน่า” เขาสวนทันควัน...ใครที่เข้าข้างนิวารินย่อมเป็นที่ขัดหูขัดตาไปเสียหมด ตั้งแต่ป้าของเขาทั้งสองคน ญาติผู้พี่ที่ดีอย่างภาคภูมิ และไหนจะบริวารแวดล้อม พนักงานทั้งบริษัท กลายเป็นว่าเขา ‘เลว’ อยู่คนเดียว

          เห๊อะ! เช่นนั้นแล้ว เธอจะมาแต่งงานกับคนไม่ดีอย่างเขาทำไม?

          “พี่ว่าให้เธอลองทำดูก็ไม่เสียหาย คุณรินออกสวย มีไหวพริบเหมาะกับงาน อย่าให้อยู่บ้านเฉยๆเลย เธอจะเบื่อเสียก่อน”

          “มีอะไรให้เบื่อ เห็นทำนู่นทำนี่ทั้งวัน”

          “เช่นอะไรบ้างภาคภูมิก็ชักจะอยากรู้

          “ทำกับข้าว ปลูกดอกไม้...แล้วก็ถักอะไรไม่รู้ ผมเห็นเธอถือตะกร้าติดตัวไปด้วยตลอด”

          คนเป็นพี่พยักหน้ายิ้มๆ เอ่ยว่า

          “ก็ดีนะ เหมือนอย่างที่แม่ฉันบอกว่าเมียนายเป็นแม่บ้านแม่เรือน”

          “ขอร้องเถอะพี่ภูมิ อย่าชมนิวารินให้ผมฟัง เอียนจะแย่”

          “พูดแบบนี้ท่าจะได้ยินคนอื่นชมเมียให้ฟังบ่อย...คุณรินออกแสนดีปานนั้น นายมันคงเป็นพวกวานรได้แก้วหรือไม่ก็ไก่ได้พลอย”

          “จะเป็นลิงหรือไก่ก็ยอมทั้งนั้น พี่ก็รู้นะว่าผมไม่ได้อยากแต่งงานกับเจ้าหล่อนเลย ติดว่าคุณป้าใหญ่ท่านขอไว้เท่านั้น ไอ้ผมมันก็หลานที่ดี ไม่กล้าขัดท่านเสียด้วย”

          ภาคภูมิจ้องหน้าน้องชาย ไม่อยากบอกว่าเขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวของภาคย์มาได้พักหนึ่งแล้ว เพียงแต่เจ้าตัวอาจยังไม่รู้ว่าเพราะอิทธิพลของสตรีผู้นั้นทำให้ตัวเองได้เปลี่ยนไป หรืออาจจะรู้...แต่ไม่อยากจะยอมรับให้เสียหน้า

          เหตุที่เขาเป็นพี่...ญาติผู้พี่เพียงคนเดียวที่สนิทสนมกับภาคย์มากที่สุด และเอื้อเอ็นดูนิวารินในฐานะสมาชิกใหม่ของครอบครัวเหมือนว่าเธอคือน้องสาวคนหนึ่ง เป็นได้ว่าภาคภูมิไม่เคยมีน้องสาวเลยกระมัง เขาจึงติดจะ ‘เข้าข้าง’ น้องสะใภ้เป็นพิเศษ บางครั้งก็ทำความขุ่นเคืองใจให้ภาคย์อยู่ไม่น้อยทีเดียว

          “ตอนนั้นเพราะนายมันเจ้าชู้นักนี่ คุณป้าท่านกลัวจะหาแม่แจ๊ดแจ๋ไร้หัวนอนปลายเท้ามาเป็นสะใภ้ ก็เลยต้องรีบทาบทามทางคุณรินให้นายก่อน”

          “ผมก็เที่ยวของผมไปตามเรื่อง คุณป้าท่านวุ่นวายเอง”

          “ว่างั้นก็ไม่ถูกนา...ใครต่อใครก็ยอมรับว่าคุณป้าท่านตาแหลมชะมัด นายเห็นอยู่ว่าบรรดาญาติของเราหาเรื่องติคุณรินเธอไม่ได้เลย แต่ก่อนนายถูกโจมตีบ่อยไม่ใช่รึ เรื่องคู่ควงอะไรนี่ พักหลังตั้งแต่แต่งงานมา พี่ไม่เคยได้ยินใครว่านายเรื่องนี้อีก”

          ภาคย์พยักหน้าเห็นด้วย...ยอมรับล่ะว่านิวารินก็มีส่วนดีอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุด...เธอก็ทำให้เขาสบายหูในเรื่องคำซุบซิบนินทาถึงพฤติการณ์เจ้าชู้พ่อปลาไหลของตนเอง หาไม่แล้ว...ป่านนี้บรรดาญาติทั้งหลายไม่แคล้วว่าต้องพูดถึงเขาให้สนุกปากทีเดียวเชียว

          กะแค่นิสัยเจ้าชู้...เท่านั้นและแค่นั้น

          ภาคย์ไม่เห็นว่าจะเดือดร้อนใครตรงไหน?

          “ลองมองเธออย่างปราศจากอคติบ้าง แล้วนายจะรู้ว่าคุณรินมีอะไรดีๆอีกเยอะทีเดียว ส่วนผู้หญิงคนอื่น นายก็ช่วยเลิกหรือเพลาๆลงหน่อยเถอะ ทำอะไรก็คิดถึงหน้าคนที่เป็นเมียบ้าง...หรือถ้าไม่ก็คิดถึงตัวเองให้เยอะๆ พี่เห็นมาเยอะแล้วละวะ ไอ้พวกทำเพราะต้องการประชดนี่ สุดท้ายก็เสียใจกับการกระทำของตัวเองกันทั้งนั้น”

          ภาคภูมิเห็นสีหน้าน้องชาย ‘เหมือน’ จะคิดได้ จึงไม่พูดย้ำให้มากความ เขารู้ดีว่านิสัยเอาแต่ใจของภาคย์จะต้องค่อยๆตะล่อม แล้วจะบังเกิดผลอย่างที่มารดาเขาต้องการเป็นแม่นมั่น

          “พี่เตือนเท่านี้แหละ เก็บไปให้คิดให้ดี”

          ภาคภูมิรู้จักน้องชายดี...แต่อาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

      เพราะสุดท้ายแล้ว...ภาคย์ก็ได้แค่ ‘คิด’ เท่านั้น

      และจบลงตรงที่ไม่สนใจดุจเดิม!

ผู้ลงบทความ : www.bestbook-4u.com